My-Friend

"แด่ เค้ก เพื่อนรักของพวกเรา"

วันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา หรือก็คือเมื่อวานนี้ ในขณะที่ผมกำลังเขียนข้อความนี้อยู่ ผมและเพื่อนเก่าร่วมชั้นประถมตั้งแต่เมื่อ 3 ปีก่อน ได้นัดมาพบปะกัน เพราะว่า ... เพื่อนหญิงของผมคนนึงกำลังจะเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศ ไปยังประเทศแห่งการค้าขายที่เจริญรุ่งเรืองนามว่า "จีน" ในวันที่ 28 สิงหาคมที่จะถึงนี้ เป็นเวลา 7 ปี หรือ 2555 วันที่เราอาจจะได้พบกันอีกไม่บ่อยนัก

จั่วหัวเรื่องซะหรูหราแล้ว ก็มาพูดถึงเพื่อนของผมคนนี้หน่อยดีกว่า เธอชื่อ "เค้ก" เป็นนักเรียนหญิงดีเด่นประจำห้องที่มีอยู่ไม่มากนัก นิสัยก็ดี หน้าตาก็น่ารัก ชอบเป็นห่วงเป็นใยคนอื่น ไม่ลืมเพื่อน และทำตัวเป็นแม่ผมมาตั้งแต่ ป.5 เป็นที่ภูมิใจของครูประจำชั้นเลยทีเดียว ไม่รู้ว่าป่านนี้แล้ว เจ้าตัวจะจำได้หรือเปล่า ? ว่าเมื่อก่อนพวกเราชาว /1 เคยสนิทกันมากแค่ไหน ว่าแล้วก็แปะรูปของเธอไว้ให้ดูกันเป็นขวัญตาซะหน่อย

 

"จะมีสักกี่ที่คนจำได้ว่า ... เวลาเราสนิทสนมกับใครซักคน มันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และ จุดเริ่มต้นอยู่ที่ไหน ?"

 สำหรับผม ยังจำได้ดีเลยล่ะ ... ถึงเราจะรู้จักกันมาตั้งแต่ ป.1 แต่เราเริ่มสนิทสนมกันตอนไหนนะ ? อ๋อ ก็คงจะเป็นตอนที่ผมขึ้น ป.5 ครูประจำชั้นผมเป็นครูสอนวิชาภาษาไทย ได้คัดเลือกนักเรียน 2 คนไปเป็นตัวแทนเล่านิทานห้อง โดยคัดเลือกจากการให้ออกมาสอบเล่านิทานทีละคนตามเลขที่ เค้กเลขที่ก่อนผมอยู่ 5 คน เธอเป็นคนแรกที่ครูถูกใจด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวานไพเราะและเป็นกันเองชนะใจครูไปได้แบบเต็มร้อย คนที่ถูกใจคุณครูคนต่อมาก็คือเด็กผู้ชายคนนึง ที่ออกมาเล่านิทานแบบสะเปะสะปะตลกโปกฮา จนเพื่อน ๆ ขำกันทั้งห้อง ผมคิดว่าคุณรู้จักเด็กผู้ชายคนนั้นดีเลยล่ะ ก็ผมยังไงล่ะ ~

เชื่อมั้ย ? ว่าตอนนั้นผมเกร็งเลยล่ะ เพราะไปเล่านิทานให้พวกน้อง ๆ ฟัง กัน 2 คน มันก็เหมือนจับไปแข่งกันกลาย ๆ ถ้าผมทำไม่ดีขึ้นมา เพื่อนผมไม่หัวเราะกันทั้งห้องรึไง ? ในระหว่างที่ผมกำลังเซ็งกับการเป็นตัวแทนห้องนั้น ผมเลยกะจะลองเดินไปปรึกษาเค้กดู ... ภาพที่ผมเห็นคือเธอดูกลุ้มใจมากกว่าผมเสียอีก เธอนั่งติดฝาผนังใต้หน้าต่างห้อง กับเพื่อนสนิทของเธอที่ชื่อ จอย อย่างที่รู้ ๆ กันว่าตัวผมเมื่อก่อนเป็นคนพูดไม่เก่ง ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าพูดปลอบใจเล็กน้อยและถอยห่างออกมา เมื่อถึงวันเวลาที่จะต้องไปเล่านิทานเข้าจริง ๆ ผมก็จำไม่ค่อยได้แล้วนะ ว่ามันเป็นงานอะไร รู้แต่ว่า ไอ้เด็ก ๆทั้งหลายมันไม่สนใจฟังผมเลย ผมเหมือนไปเป็นตัวตลกให้เด็กดู ถึงเวลาขำก็ขำกัน แต่เค้กกลับเล่าออกไปแบบสบาย ๆ เด็กก็ตั้งใจฟังเงียบแต่ก็ยังดูมีความสุข เค้กทำได้ดีกว่าผมเยอะ ทำเอาผมนับถือเลย (เจ้าตัวคงจำไม่ได้นะ ฮ่า ๆ หาว่าผมแต่งเรื่องแหงเลย)

หลังจากนั้น ผมก็เริ่มคุยกับเค้กบ่อยขึ้น เริ่มสนิทสนมกันมากกว่ามาให้เจอหน้าแล้วก็ผ่านไปวัน ๆ เอาล่ะ ... กลับมาฟังผมเพ้อเจ้อต่อดีกว่า ตอน ป.5 พี่ชายของผมได้บังคับผมไปเรียนดนตรีที่ ร.ร.ดนตรีสยามฯ วิชาเปียโน ถึงผมจะเบื่อก็ยังทนเรียน พอเหมาะพอเจาะกับที่ในช่วงนั้น ร.ร.ของผมเพิ่งจะสั่งซื้อ คีย์บอร์ด มาให้เด็กนักเรียนได้เล่นในวิชาดนตรีสากลกัน เอาล่ะ ผมเข้าใจดีว่าคนที่มันไม่เคยเรียนมาก่อน จู่ ๆ จะให้เล่นเป็นเพลงน่ะมันยาก แต่คนที่เรียนมาแล้วอย่างผมมันก็แค่ของกล้วย ๆ ประมาณ 10 คนแรกที่ผมนั่งฟังเล่นห่วย ๆ กันทั้งนั้น จนผมเผลอหลับไป ... หลับไปนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ... รู้แต่ว่าผมตื่นขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงปรบมือดังขึ้นมา และยังมีเสียงฮือฮาของเพื่อน ๆ ในห้อง มันดังมาก ๆ จนผมนอนต่อไม่ไหว ผมตื่นขึ้นมาอย่างสลึมสลือและหันมองดูรอบ ๆ ว่ามีอะไรกันทำไมต้องปรบมือ ที่แท้เค้กที่นั่งอยู่ห่างจากผมไม่มาก สามารถเล่นเพลงที่ครูให้ฝึกเล่นได้อย่างคล่องแคล่วแบบเทคเดียวผ่าน จนจบ ป.5 เมื่อคะแนนสอบออกมาให้เห็น วิชาดนตรีถึงจะเป็นวิชาที่ทุก ๆ คนได้คะแนนกันมากเป็นพิเศษอยู่แล้ว แต่ก็เฉลี่ยแล้วคนละ 92-95 คะแนนกันทั้งห้อง ยกเว้นผมกับเค้กที่ได้คะแนน 100 เต็มจนกลายเป็นที่ฮือฮาของห้องไปพักนึงเชียวล่ะ ^^

เมื่อผมลองไปถามเค้กดู ... พบว่าเธอเรียนดนตรีอยู่ที่เดียวกับผม แถมครูสอนคนเดียวกันด้วยล่ะ ถึงจะคนละเวลากัน แต่ผมก็มักจะถามถึงเรื่องของเธอจากครูที่สอนดนตรีผมเสมอ (ปัจจุบันผมโดนไล่ออกเนื่องจากไร้กำลังใจในการเล่นดนตรี = =) แต่เรื่องนั้นก็ช่างมันเถอะ มาลองฟังเรื่องที่ผมยังพอนึกออกอีกดีกว่า ... ผมยังจำอะไรได้อีกนะ ...

เมื่อผมขึ้น ป.6 ครูประจำชั้นได้จัดกลุ่มนักเรียนใหม่อีกครั้ง โดยแบ่งเป็นกลุ่มละ 6 คน ซึ่งเดิมทีนั้น ผมอยู่กล่มเพื่อนอีกคนที่ชื่อ หนึ่ง แต่คราวนี้ ผมได้โคจรมาอยู่กลุ่มเค้กได้ยังไงก็ไม่รู้แฮะ (รังสิฤษฏ์ พิชญา ชนาพร ปัญจทรัพย์ สุวัฒน์ ชุติมา คือสมาชิกกลุ่มใหม่ของผมในปีนี้) หลังจากที่อยู่กลุ่มเดียวกันไปได้ประมาณ 1-2 เดือน ผมก็ไม่ใช่คนเรียนเก่งเลิศวิเศษอะไร มักจะทำให้กลุ่มเสียชื่อและทำงานเจ๊งอยู่บ่อย ๆ เวลามีงานที่ต้องออกไปพูดผมก็จะเป็นคนที่ถูกเค้กและเพื่อน ๆ ถีบส่งออกไปพูด ถึงผมจะทำได้ไม่ดีนักแต่ก็เต็มใจเพราะมันคงเป็นเพียงไม่กี่อย่างที่ผมจะช่วยกลุ่มได้ แต่เมื่อพลาดพลั้งในการทำงาน ก็จะเจอเค้กตวาดเอาแบบลืมตัวบ่อยครั้ง แต่ผมก็ไม่ได้โทษเธอหรอกนะ ก็ผมมันแย่เองนี่นา = =" แต่ด้วยเนื่องจากต้องอยู่ไกล้เธอทุกวัน โดนใช้งาน โดนต่อว่า เป็นประจำจนผมเก็บไปฝันร้ายอยู่บ่อย ๆ (มีจริง ๆ นะ ฮ่ะ ๆ) ก็ไม่แปลกที่ช่วงนั้นผมจะรู้จักเค้กดีและสนิทสนมเป็นพิเศษ จนวันนึงที่ครูประจำชั้นผมได้ออกปากชมว่า กลุ่มของผมทำงานดีที่สุด แต่เพื่อน ๆ ในห้องก็มองว่าทั้งกลุ่มมันก็มีดีอยู่แค่เค้ก ส่วนผมมันตัวบ่อนทำลายชัด ๆ (เห้ย ! พูดงี้ได้ไง ผมเป็นผู้ชายที่เรียนเก่งอันดับ 3 ของห้องนะ ><) แต่ถึงผมจะถูกใช้งาน และโดนด่า กล่าวว่าตักเตือนจนเห็นเค้กเป็นแม่ยังไงก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างดูเป็นความหวังดีเท่าที่เด็กผู้หญิงอายุ 12 คนนึงจะสามารถมอบให้กับผู้อื่นได้ ทำให้เธอเป็นที่รักใคร่ของทุก ๆ คนอย่างไม่ต้องสงสัย

นอกจากนั้นเธอยังเป็นคนที่ตั้งใจทำอะไรจริงจังมาตั้งแต่เด็ก ๆ ซะด้วย มีการสอบครั้งนึง เป็นการสอบแนะแนว ที่ใครจะลงสอบก็ได้ ข้อสอบนั้นมีทุกวิชาหลัก วิชาละ 120 ข้อ วิชาภาษาอังกฤษซึ่งเป็นวิชาสุดท้าย ทุกคนเอียนกับมันมากจนร่วมด้วยช่วยกันกามั่ว ออกไปจากห้องแบบทีนึงเป็นโหล ก็มีแต่เค้กล่ะนะที่ตั้งใจอ่านตั้งใจทำ ผมกะเข้าไปหยอกเข้าไปแซวเล่นซะหน่อย เพราะเดาว่าจริง ๆ แล้วเธอก็คงเอียนข้อสอบเหมือนกัน ... ผิดคาด เมื่อเดินเข้าไปแตะไหล่เค้กแล้ว เธอหันมา สีหน้าเธอก็ไม่ได้ดูเหน็ดเหนื่อยอะไร ผมเลยยกเลิกแผนที่จะหยอกเธอทันที เมื่อเธอถามว่า "ว่าไงจ้า มีอะไรเหรอ ?" ผมจึงแค่ตอบไปว่า "เปล่า ไม่มีอะไร" แล้วก็ผละออกมานั่งเล่นหน้าห้อง พบว่ากว่าเธอจะออกมานั้นหลังผม 40 นาทีแน่ะ .... รู้สึกเหมือนตอนนั้นนั่งรอเค้กนะ แต่จำไม่ได้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน ช่างมันเถอะ นานแล้ว ฮ่า ๆ ๆๆ

มีอีกเยอะแยะ แต่จะเล่าข้าม ๆ ... เอ่อ เรื่องอะไรดีกว่า
เอาเป็นเรื่อง ตอนที่เธอไป เดินสวนสนาม ในวันลูกเสือโลก เค้กเป็นคนถือธงด้วยล่ะ
เธอบอกผมก่อน 1 วัน ว่าเธอกลุ้มใจ ไม่กล้าถือธง ผมก็เดาว่าเธอคงพูดแบบนี้กับทุกคน แต่จะมีกี่คนที่ไปดูเธอจริง ๆ ตอนนี้ ผมกับเธอ ก็ ม.3 แล้ว ผมถามเธอว่าที่ไหน กี่โมง เธอไม่ยอมบอก กลัวว่าผมจะไปดูเธอ ซึ่งเธอขาดความมั่นใจในตัวเองอย่างแรง ผมจึงต้องหาเบาะแสจากคนที่บ้านอยู่แถวนั้น กับ พวกอาจารย์ที่สอนลูกเสือ ร.ร. ต่าง ๆ เมื่อรู้เวลาและสถานที่ ผมก็มาเช็กไดอารี่ของตัวเองว่าติดนัดอะไรที่ไหนรึเปล่า ? โอเค ผมว่าง ราว ๆ บ่าย 2 ครึ่ง ผมก็ขึ้นรถเมล์ไปศาลากลางทันที ... โอเค เข้ามาไม่ทันไรก็เจอเธอยืนสั่นอยู่ซะแล้ว ... จะเข้าไปทักก็กระไรอยู่ เพื่อนเธอเพียบเลย แถมเค้กห้ามผมมาด้วย เขาไปโดนสวดยัับ แน่ ๆ ผมเลยเดินหลบ ๆ ไปตามซอกรถ ไปรอบริเวณที่สามารถถ่ายรูปทุก ร.ร. ที่เดินมาได้สะดวก หลังจากผมรอแล้วรอเล่า กว่าประธานจะพล่ามเสร็จ กว่าจะจัดแถว กว่าจะเดินมาถึงทีละ ร.ร. ในที่สุด ... เค้กก็เดินมา ในคราบลูกเสือสมุทรคนเก่งถือธงนำหน้า เดินเบี้ยว ๆ เกร็ง ๆ จนผมอดหัวเราะไม่ได้ เธอสังเกตเห็นผมที่ยืนถ่ายรูปอยู่ไกล ๆ ยิ้มให้เล็กน้อย ก้มหน้าหลบแล้วเดินจากไป ... อะไรวะนี่ ผมอุตส่าถ่อมาถึงนี่เชียวนะ =[]="
เมื่องานจบ จะแวะเข้าไปคุยกับเธอ เธอก็ดันเจอฝูงชนรุมตอมขอถ่ายรูปซะงั้น ก็เค้กเค้าหน้าตาดี เมื่อผมเห็นว่าเหลดเวลาเรียนพิเศษมานานแล้ว ผมก็เลยปลีกตัวออกมาจากที่นั่น และัโทรหาเธอในภายหลัง

ฟังจากที่ผมเล่ามาทั้งหมด คุณรู้สึกแปลกใจเหมือนกับผมมั้ย ? ว่าทำไมผมยังจำเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำขนาดนี้ ? ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน ...

"ทั้งหมดนี้ ... ก็เป็นความทรงจำดี ๆ บางส่วน ที่ผมยังคงจำได้จนถึงทุกวันนี้ ชีวิต 6 ปีใน ร.ร. อนุบาลนครราชสีมา ผมไม่เคยเสียใจเลย "

"เมื่อมีพบก็ต้องมีจาก ไม่มีใครที่จะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป แต่ขอแค่ใจเราไกล้กัน ไม่ลืมกัน ... ก็ไม่มีวันที่พวกเราชาว ป.6/1 จะทิ้งกันได้"

และแล้ว เวลาแห่งการลาจากก็มาถึง วันเวลาที่เรารู้กันดี ... ว่ายังไงซะพวกเราก็ต้องแยกจากกันไปจากห้อง ป.6/1 แห่งนี้ ทุกคนต่างก็ไปโรงเรียนที่ตนเคยฝันอยากเข้าไป โดยที่ตอนนั้นคงไม่มีใครคิดว่าความสนิทสนมของพวกเราลดน้อยลงไป ... เมื่อก่อนนั้นเวลาที่ผมมีเรื่องทุกข์ใจ เพื่อนเก่าของผมจะรู้ดีว่าเมื่อก่อนผมเป็นคนไม่กล้าทำอะไรใคร ยอมคน ไม่เอาไหร และค่อนข้างจะขี้ขลาดซะด้วยมั้ง เชื่อมั้ย ?เวลาที่ผมมีปัญหาทุกข์ใจ ไม่ว่าจะเรื่องเพื่อน หรือ เรื่องงาน ผมก็จะคิดว่า "ไม่เป็นไร ... ทนอีกไม่เท่าไหร่ก็จะได้ออกไปจากที่นี่แล้ว" ผมเพิ่งจะรู้ว่าผมคิดผิด ตั้งแต่อายุย่างขึ้น 12 ปีมาจนถึงทุกวันนี้ ในทุก ๆ วันถึงจะดูมีความสุข ได้เผชิญชีวิตที่ไม่เคยเจอมากขึ้น เจอเพื่อนใหม่ เจอสถานที่ใหม่ ๆ ได้รับประสบการณ์ใหม่ ๆ บุคลิก นิสัย และวิธีการใช้ชีวิตของผมก็เริ่มเปลี่ยนไป ... ผมเริ่มชอบทำอะไรคนเดียว กลายเป็นคนที่ไม่ค่อยยอมใคร มีความฝันที่ต้องไปให้ถึง แต่ก็จะหลีกเลี่ยงสิ่งที่คิดว่าเป็นอันตรายต่อผมเอง (ยังตาขาวอยู่ก็ไม่เชิง) และก็ไปเฮฮาปาร์ตี้กับเพื่อน ๆ ของผมมากขึ้น (จะบอกว่าผมเป็นผู้ใหญ่ขึ้นก็ได้นะ 555) แต่สิ่งเหล่านี้ เมื่อเวลาผ่านไปได้ไม่เท่าไหร่ ผมก็ลืมมันไปซะแล้ว ผมยังจำเรื่องของตัวเองตอนประถมได้มากกว่าตอน ม.ต้น ซะอีก ... ในวันว่าง ๆ ที่ซ้ำซากจำเจ หากเป็นวันหยุด ผมมักจะออกไปเดินเล่นในเมือง และแวะไปที่ ร.ร. เก่าของผมเอง ผมมักจะเดินไปหน้าห้องเรียนเก่า บางครั้งนั่งเล่นอยู่หน้าห้อง บางครั้งก็หยิบส้อมไปงัดประตูห้องเข้าไปนั่งอยู่ โต๊ะเก้าอี้ และของใช้ต่าง ๆ ดูจะไม่เหมาะกับผมซะแล้ว ขนาดมันดูเล็กลงไปตั้งแต่เมื่อไหร่ผมก็ไม่รู้ตัว เมื่อหลับตาลง ผมจะชอบคิดถึงวันเก่า ๆ ว่าผมเคยทำอะไรตรงนี้ เคยคุยกับใครที่นี่ และเคยรู้สึกอย่างไรเมื่อเข้ามาในที่แห่งนี้ ถึงเมื่อก่อนผมจะไม่เคยรู้สึกตัว แต่เมื่อเวลาเหล่านั้นมันผ่านพ้นไปแล้ว ผมถึงเข้าใจได้ว่ามันคือความสุขในวัยเด็กของผมที่ไม่มีวันหวนกลับมาได้ เพิ่งจะรู้สึกเสียดายวันเก่า ๆ ก็ดูจะสายไปเสียแล้ว ...

รู้ตัวช้าไปสักหน่อยว่าวันเก่า ๆ ในห้องเล็ก ๆ แห่งนี้มันมีค่าแค่ไหน แล้วคุณล่ะ ? เคยมีความรู้สึกเช่นนี้บ้างหรือเปล่า ?

แต่ใช่ว่าเมื่อผมจบการศึกษาจาก ร.ร.ประถม ไปแล้ว ผมไม่ได้คิดจะทำอะไรให้ ร.ร. หรือ ครู ของผมอีกเลย นอกจากวันหยุดผมจะมางัดประตูห้องเข้าไปนั่งเล่นแล้ว ในบางครั้งก็จะได้นัดพบปะเพื่อน ๆ มาเยี่ยมเยียน ร.ร. เก่า แห่งนี้ ช่วงแรกที่ผมขึ้น ม.1 ผมยังเป็นแค่เด็กอายุ 12 ที่ไม่ค่อยประสีประสาอะไร เลิกเรียนแล้วก็ไม่มีที่ไป แวะเข้าไปหาครูที่ ร.ร. อยู่เป็นประจำ ผมมักจะไปกับ หนึ่ง เพื่อนสนิทของผม จนวันนึงที่เราก็แวะไปหาครูตามปกติ ในวัน ๆ นึง ไม่ได้มีลูกศิษย์เก่ามาหาครูมากนักหรอก ถ้าไม่นับผมกับหนึ่งล่ะก็นะ เมื่อเดินพ้นบันไดชั้น 3 จนไปถึงหน้าห้องเรียนแห่งความทรงจำของผม ผมก็พบเด็กผู้หญิงคนหนึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่หน้าห้องนั้น เธอไว้ผมยาว และยังใส่เครื่องแบบที่ผมไม่คุ้นตา ผมก็ไม่ได้สะกิดใจอะไรจนเดินเข้าไปนั่งไกล้ ๆ เธอ ... คือ เค้กนั่นเอง !!! เด็ก ร.ร. เอกชนบางทีผมก็ไม่ค่อยคุ้นตานัก เค้กเปลี่ยนมาไว้ผมยาว ถักเปีย พอเจ้าหนึ่งมาเห็นก็ตีหน้าเหรอไม่ต่างกับผม สักพักก็ยังมีเพื่อนจาก ร.ร. สุระ (ร.ร.หญิงประจำจังหวัด) มาเยี่ยมเยียนครูเช่นกัน ทุก ๆ คนดูไม่ได้ต่างไปจากเดิมมากมายนัก ก็คงมีแต่เค้กล่ะนะที่ทำให้ผมตกใจ ... วันนั้นทุก ๆ คนก็ได้พูดคุยกัน ทำให้ผมรู้สึกว่าทุก ๆ อย่างมันไม่ได้เปลี่ยนไป

ผมย้ายไปอยู่ ร.ร.ชายประจำจังหวัด ราชสีมาวิทยาลัย ในขณะที่เค้กย้ายไปอยู่ ร.ร. เอกชน มารีย์วิทยา ตอนแรกผมคิดว่าเธอคงจะเรียนอยู่ที่นั่นจนจบ ม.ปลาย จริง ๆ แล้วผมก็ไม่เคยเอ่ยปากถามเธอหรอกนะ จนช่วง ม.3 ที่ผมได้มีโอกาสสนทนากับเธอมากขึ้น เมื่อผมถามถึงเรื่องเรียน ม.ปลาย ดูเค้กสับสนไปหมด เธอไม่แน่ใจกระทั่งเรื่องที่ปีหน้าเธอจะไปเรียนต่อที่ไหน เพราะนั่นมันก็แล้วแต่พ่อของเธอจะกำหนด บางครั้งก็บอกว่าจะไปเรียนต่อหอวังที่กรุงเทพฯ บางครั้งก็บอกว่าจะเรียนอยู่ที่โคราชนี่ล่ะ ในช่วงปิดเทอมใหญ่ ซัมเมอร์ของเธอ เค้กได้ไปเรียนที่ ร.ร.นานาชาติ "เซนต์จอร์น" (สะกดถูกป่าวไม่รู้ ขออภัย) จังหวัดสระบุรี บ่อยครั้งที่ผมได้เห็นรูปของเธอที่นั่น ดูยังมีความสุขดี ก็ทำให้ผมและเพื่อน ๆ อุ่นใจได้ไม่น้อย และสุดท้ายเมื่อเธอจะต้องไปเรียนตอต่างประเทศผมก็หวังว่าเธอจะมีความสุขที่นั่นเช่นกัน

"เค้ก" เด็กหญิงนิสัยดีคนนึงที่รู้จักกับผมมาตั้งแต่ ป.1 นิสัยเป็นคนกล้าแสดงออก พูดจาไพเราะอ่อนหวาน มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รู้จักแคร์ความรู้สึกของคนอื่นมากกว่าใส่ใจความรู้สึกของตัวเอง และสิ่งดี ๆ ของตัวเธอยังแสดงออกผ่านหน้าตาน่ารัก ๆ ของเธอด้วย ทั้งหมดนี้คงเป็นสิ่งที่ทำให้ทุก ๆ คนที่ได้ผ่านเข้ามาในชีวิตเธอนั้นรักใคร่เธอ เมื่อเธอไปจีนแล้วก็คงจะต้องมีผู้คนที่รักใคร่เอ็นดูเธออีกมากมายแน่ ๆ ผมและเพื่อน ๆ หวังไว้เช่นนั้น

จบแล้วแฮะ หลังจากที่ผมโดดทำการบ้านมานั่งเขียนบลอคอยู่ 3 วัน ยังมีอีกหลายเรื่องที่นึกออก แต่คงจะไม่สามารถนำทุกเรื่องมาเขียนได้ เพราะมีแต่จะทำให้เนื้อหายืดยาวและไม่น่าอ่าน โดยปกติในชีวิตผมถ้าอาจารย์ไม่สั่งผมจะไม่มานั่งเขียนอะไรที่มันคล้าย ๆ กับเรียงความแบบนี้เลยนะ ถ้ามันออกมาไม่ดี ไม่ถูกใจผู้อ่านก็ขออภัยไว้ตรงนี้ และเนื่องจากบลอคนี้ใคร ๆ ก็สามารถผ่านเข้ามาอ่านได้จึงจำเป็นต้องใช้ภาษาเขียนเพื่อเล่าและบรรยายเหตุการณ์ต่าง ๆ ให้คนอ่านสามารถเข้าใจได้ง่าย แต่เมื่อผมเขียนมาจนจบถึงบรรทัดนี้แล้ว สุดท้ายก็อยากจะฝากคำพูดจากปากของผมเองถึงเค้กเอาไว้ด้วย เผื่อเธอจะได้มีโอกาสผ่านเข้ามาอ่าน

"ฮัลโหล ๆ เค้ก ได้ยินป่าว ฮ่า ๆ ๆ ที่เขียนให้นี่มันเหมือนเป็นบทความอ่ะนะ ต้องใช้ภาษาเขียนซะส่วนใหญ่ ไม่งั้นเดี๋ยวอ่านไม่รู้เรื่องกันพอดี ต้องใช้ทั้งคำว่า ผม คำว่า เธอ ยุ่งยากดีชะมัด ในที่เขียนเนี่ยชมเค้กดีอย่างนู้นอย่างนี้เยอะแยะเลยนา เพื่อคนจะได้เข้าใจผิด ... เอ้ย ! จะได้รู้ว่าเค้กเป็นคนยังไงไงล่ะ ไหน ๆ ก็จะไม่ได้คุยแล้ว ก็ใช้ภาษาพูดซะตรงนี้เลย ถ้าได้อ่านตั้งแต่ต้นจนจบจริง ๆ ก็ขอบใจมากนะ หวังว่าคงจะไม่เบื่อไปซะก่อน หมดนี่เขียนหลายชั่วโมงเลยนา เมื่ออ่านจบแล้ว อยากรู้จากปากเค้กจริง ๆ ว่าเรื่องที่เค้าเล่ามาทั้งหมดเนี่ย จำได้มั่งรึเปล่า ? คงไม่ได้มีแต่เค้าคนเดียวใช้มั้ยที่จำได้ ... เพราะว่าที่เล่าเนี่ย อย่างน้อยก็อยากให้เค้กอ่านแล้วก็นึกเรื่องเก่า ๆ พวกนี้ขึ้นมาได้บ้าง จะได้ไม่ลืมกันไงล่ะ แล้วของขวัญที่เค้าซื้อให้น่ะ ไม่รู้หรอกนะว่าถูกใจรึเปล่า เพราะเค้าก็ไม่ได้เลือกของขวัญให้คนอื่นบ่อยซักเท่าไหร่ แต่ยังไงก็ช่วยหิ้วมันติดไปจีนด้วยล่ะ จะโยนทิ้งไว้บนเตียง หรือจะเอาไปวางไว้ตรงไหนก็ได้ที่ไกล้ ๆ ตัว ถ้าไม่ถูกใจก็จำใจหน่อยละกัน >< แล้วก็ ... วันที่ไปกินเนื้อย่างไม่แน่ใจนะว่าเค้าทำอะไรให้เค้กรำคาญรึเปล่า ? คนมันไม่ได้เจอกันนานใช่ว่าจะมีเรื่องคุยกันเยอะ แล้วเวลาจะโทรไป ก็ดูเหมือนเค้กจะไม่ว่างเอาซะเลย แบ่งเวลาพักผ่อนซะมั่ง เรียนมากไปจะเครียดจัดเอานา ไหน ๆ ก็ไกล้จะลาเมืองไทยระยะยาวแล้ว จะไม่ได้เจอกันอีกตั้งนาน เครียดมากไปหายสวยหมดนา ไม่ดี ๆ ว่าง ๆจะโทรไปหานะ ค่าโทรแพงหน่อยก็พอรับได้ ก่อนไปจีนนี่ก็เหมือนกัน ถ้าเค้าโทรไปกวนก็อย่าเพิ่งตัดสายล่ะ อย่าหักโหมให้มาก อย่านอนดึกด้วย ดูแลรักษาสุขภาพให้ดี ๆ โชคดีนะเค้ก แล้วเจอกันนะ สัญญาล่ะ บ๊ายบาย ^^"

"ไม่ทิ้งกัน ไม่ลืมกัน เพื่อนกันจนวันตาย"

 

"เพื่อน"

บทประพันธ์โดย นายเดชาธร เพื่อนเก่าของพวกเรา

 "โอ้ผองเพื่อนเมื่อเจอะกันวันไหน
ก็สุขใจที่ได้พบเป็นหนักหนา
แต่เพราะวันเดือนปีและเวลา
อาจพัดพาให้เราจำจากกัน
แต่ในใจยังไงก็คือเพื่อน
ไม่ลืมเลือนแม้จะต้องเจอปัญหา
เพราะรู้ว่ามีเพื่อนทุกเวลา
ทุกปัญหาจึงคลี่คลายง่ายดายจริง
ถึงวันนี้วันที่ต้องจากลา
อยากจะฝากสิ่งของไว้บ้างสิ่ง
นั่นก็คือคำว่าเพื่อนจากใจจริง
ไม่มีวันจะทิ้งให้เดียวดาย"

Good Luck Cake